HIFU คืออะไร? เจาะลึกนวัตกรรมยกกระชับหน้า ปรับรูปหน้า V-Shape โดยไม่ต้องผ่าตัด
เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอยถามหา หรือกรอบหน้าที่เคยชัดเริ่มตกคงทำให้หลายคนหมดความมั่นใจ แถมการจะตัดสินใจไปผ่าตัดดึงหน้าก็อาจจะฟังดูเป็นเรื่องใหญ่และต้องเสียเวลาพักฟื้นนานเกินไป
ถ้าคุณกำลังมองหาวิธีคืนความตึงกระชับให้ใบหน้าแบบชิล ๆ HIFU คืออะไร ทำไมถึงกลายเป็นหัตถการยอดฮิตที่คนอยากหน้าเด็กต้องทำ? บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกทุกเรื่องของ HIFU นวัตกรรมยกกระชับหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจดูแลตัวเองได้ง่ายและมั่นใจยิ่งขึ้นครับ
HIFU คืออะไร? ทำไมถึงช่วยยกกระชับหน้าได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
หากพูดถึงหัตถการยอดฮิตติดลมบนสำหรับการย้อนวัยผิว นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก HIFU แต่หลายคนอาจจะยังสงสัยว่าเจ้าเครื่องนี้ทำงานอย่างไร ทำไมถึงสามารถเสกหน้าตึงกระชับได้โดยที่เราไม่ต้องเจ็บตัวโดนมีดหมอเลยสักนิด
เจาะลึกกลไกการทำงานของ HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound)
คำว่า HIFU (ไฮฟู่) ย่อมาจาก High-Intensity Focused Ultrasound ครับ ซึ่งอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ใช้พลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูง ปล่อยคลื่นลงไปโฟกัสเป็นจุดความร้อนเล็ก ๆ เรียงต่อกันใต้ชั้นผิวหนังอย่างแม่นยำ
จุดเด่นสำคัญของ HIFU อยู่ที่ความสามารถในการส่งพลังงานความร้อน (อุณหภูมิประมาณ 65–70 องศาเซลเซียส) เจาะลึกลงไปถึงชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ครับ
ชั้น SMAS คืออะไร? ชั้น SMAS คือชั้นพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อใบหน้าเอาไว้ ซึ่งเป็นชั้นผิวสำคัญที่ศัลยแพทย์ใช้ในการลงมีดผ่าตัดดึงหน้า (Face Lift) นั่นเองครับ การทำ HIFU จึงเปรียบเสมือนการ “ดึงหน้าแบบไร้แผล” ที่ไม่ต้องผ่าตัดให้เจ็บตัว
เกิดอะไรขึ้นใต้ชั้นผิวเมื่อทำ HIFU ?
เมื่อพลังงานความร้อนถูกส่งลงไปกระตุ้นถึงชั้น SMAS ร่างกายของเราจะเกิดกระบวนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติเป็น 2 สเต็ปหลัก ๆ ดังนี้ครับ:
- เกิดการหดตัวทันที (Instant Contracting): ความร้อนจะทำให้คอลลาเจนเก่าที่หย่อนยานเกิดการหดตัวลงทันที ส่งผลให้ผิวหน้าดูยกกระชับขึ้นนิด ๆ ทันทีหลังทำเสร็จ
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ (Neocollagenesis): ความร้อนลึกจะไปส่งสัญญาณบอกร่างกายให้เร่งสร้าง “คอลลาเจน” และ “อีลาสติน” ใหม่ขึ้นมาทดแทน
ดังนั้น หลังจากทำ HIFU ไปแล้ว ชั้นผิวใต้หน้าของเราจะค่อย ๆ ฟื้นฟูตัวเองอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของผิวที่ดึงตึงและกรอบหน้าคมชัดขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้รูขุมขนดูกระชับ เรียบเนียน และคืนความยืดหยุ่นเด้งดึ๋งให้ผิวหน้าดูเด็กขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วยครับ
HIFU ช่วยเรื่องอะไรบ้าง? ปรับรูปหน้าพร้อมดูแลผิวรอบด้าน
หลายคนอาจติดภาพจำว่าการทำ HIFU เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดเหนียงใต้คางเพียงอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้ว เทคโนโลยีนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างผิวพรรณบนใบหน้าได้กว้างกว่านั้นมากครับ
หากคุณกำลังสงสัยว่า HIFU ช่วยเรื่องอะไรบ้าง บทความนี้รวม 5 ประโยชน์หลักที่จะเปลี่ยนผิวหย่อนคล้อยให้กลับมาเรียวตึงอย่างเห็นได้ชัดมาให้แล้วครับ:
- ยกกระชับผิวหน้า ลดความหย่อนคล้อย
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น คอลลาเจนใต้ชั้นผิวจะค่อย ๆ ลดลง ส่งผลให้แก้มเริ่มตก มุมปากตก และผิวหน้าโดยรวมดูหย่อนยาน การทำ HIFU จะเข้าไปยิงคลื่นความร้อนดึงชั้นผิว SMAS ให้ตึงขึ้น ช่วยยกแก้มที่ย้อยให้กลับมาเข้าที่ ทำให้ใบหน้าดูเด็กและเฟิร์มกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
- ปรับรูปหน้า เก็บเหนียง สร้ากรอบหน้า V-Shape
สำหรับคนที่มีปัญหาเหนียงใต้คาง คางสองชั้น หรือกรอบหน้าไม่ชัดเจน การยิงพลังงาน HIFU ลงไปจะช่วยหดกระชับเนื้อเยื่อใต้คางและแก้มส่วนล่าง ส่งผลให้กรอบหน้าดูคมชัด มิติของใบหน้าสัดส่วนดีขึ้น และได้ทรง V-Shape สมใจโดยไม่ต้องผ่าตัดครับ
- ลดเลือนริ้วรอย ฟื้นคืนความยืดหยุ่นให้ชั้นผิว
นอกจากเรื่องการยกกระชับแล้ว คลื่นอัลตราซาวด์ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในชั้นผิวอย่างต่อเนื่อง จึงช่วยสมานร่องลึกและลดเลือนริ้วรอยแห่งวัยได้ดี ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอยร่องแก้ม รอยตีนกา รอยย่นบนหน้าผาก หรือแม้แต่ริ้วรอยเล็ก ๆ บริเวณใต้ตา
- กระชับรูขุมขน ปรับผิวให้เรียบเนียน
เมื่อชั้นผิวหนังแท้ได้รับการกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่ โครงสร้างผิวจะมีความหนาแน่นและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ผลพลอยได้ที่ตามมาคือ รูขุมขนที่เคยตื้นหรือกว้างจะค่อย ๆ กระชับลง ทำให้สภาพผิวโดยรวมดูเรียบเนียน ผิวละเอียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ
- กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ผิวพรรณดูสดใสเปล่งปลั่ง
พลังงานความร้อนในระดับที่เหมาะสมจาก HIFU จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณใบหน้าให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ทำให้เซลล์ผิวได้รับสารอาหารและออกซิเจนอย่างเต็มที่ สังเกตได้ว่าหลังทำไปสักระยะ ผิวหน้าจะไม่ใช่แค่นึกตึง แต่จะดูสดใส เปล่งปลั่ง และมีสุขภาพดีขึ้นจากภายในอีกด้วยครับ
5 ข้อดีของการทำ HIFU จุดเด่นที่ทำให้คนรักผิวเลือกใช้
ทำไม HIFU ถึงยังคงเป็นหัตถการย้อนวัยยอดฮิตตลอดกาล? คำตอบง่าย ๆ คือ เรื่องความสะดวก ปลอดภัย และผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ได้อย่างลงตัวครับ
หากคุณกำลังลังเลว่าหัตถการนี้คุ้มค่ากับการลงทุนไหม ลองมาดู ข้อดีของการทำ HIFU ทั้ง 5 ข้อนี้กันเลยครับ:
- ยกกระชับหน้าได้ โดยไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องใช้เข็ม
ข้อดีอันดับหนึ่งเลยก็คือ HIFU ช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้ลึกถึงชั้น SMAS โดยที่คุณไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการผ่าตัดดึงหน้า ไม่ต้องฉีดสารใด ๆ เข้าใต้ผิว จึงหมดกังวลเรื่องรอยแผลเป็น คราบเลือด หรือโอกาสติดเชื้อหลังทำไปได้เลยครับ
- ไม่ต้องพักฟื้น สวยเสร็จแล้วใช้ชีวิตต่อได้ทันที
สำหรับคนที่มีเวลาน้อยหรือต้องทำงานเจอผู้คนตลอดเวลา HIFU คือทางออกที่ตอบโจทย์มาก ๆ ครับ เพราะหลังทำเสร็จ ผิวหน้าจะไม่มีแผลสดหรือรอยบวมช้ำรุนแรง คุณสามารถแต่งหน้า ออกไปทำงาน หรือใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันทีแบบ ไม่ต้องพักฟื้น แม้แต่วันเดียว
- มีความปลอดภัยสูง ไร้สารเคมีตกค้าง
พลังงานที่ใช้ในขั้นตอนการทำ คือคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล กระบวนการนี้ไม่มีการใส่สารแปลกปลอมหรือสารเคมีใด ๆ เข้าสู่ร่างกาย จึงมีความปลอดภัยสูง และช่วยลดโอกาสเกิดอาการแพ้ได้อย่างแท้จริงครับ
- เห็นผลลัพธ์ทันทีบางส่วน และค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
หลังทำเสร็จทันที คุณจะสามารถรู้สึกและเห็นความเปลี่ยนแปลงได้เลยว่า ผิวหน้าดูยกกระชับขึ้นประมาณ 10–20% จากนั้น เมื่อผ่านไปประมาณ 1–3 เดือน ร่างกายจะเร่งสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาอย่างเต็มที่ ทำให้ผลลัพธ์ดูลื่นไหล เรียบเนียน และตึงกระชับแบบเป็นธรรมชาติ ไม่ดูโป๊ะหรือเกร็งตึงจนเกินไปครับ
- ทำควบคู่กับหัตถการอื่นได้ เพื่อผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ
การทำ HIFU ไม่ได้ตัดโอกาสในการดูแลตัวเองด้วยวิธีอื่น ๆ ครับ ในทางกลับกัน คุณยังสามารถทำควบคู่กับหัตถการยอดฮิตอย่าง โบท็อกซ์ (Botox) ฟิลเลอร์ (Filler) หรือเลเซอร์ดูแลงานผิวอื่น ๆ ได้อย่างปลอดภัย เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพให้การปรับรูปหน้าและคืนความอ่อนเยาว์สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นครับ
HIFU เหมาะกับใคร? เช็กสัญญาณผิวที่บอกว่าถึงเวลาต้องยกกระชับ
แม้ว่า HIFU จะเป็นหัตถการยอดนิยมสำหรับคนอยากย้อนวัยให้ผิว แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าเหมือนกันหมดครับ แล้วจริง ๆ แล้ว HIFU เหมาะกับใคร และปัญหาผิวแบบไหนที่ทำแล้วจะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนที่สุด?
หากคุณกำลังสำรวจตัวเองอยู่ ลองมาเช็กสัญญาณผิวและกลุ่มคนที่เหมาะกับการทำ HIFU ด้านล่างนี้ได้เลยครับ:
- ผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย และกรอบหน้าไม่ชัด
เมื่ออายุเริ่มแตะเลข 3 โครงสร้างผิวจะเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้แก้มเริ่มตกลงมา กรอบหน้าที่เคยคมชัดเริ่มดูเบลอหรือกลืนไปกับคอ การทำ HIFU จะเข้าไปช่วยดึงชั้นผิว SMAS ให้ตึงกระชับ คืนกรอบหน้าคมสวยแบบ V-Shape ให้กลับมาอีกครั้งครับ
- ผู้ที่มีเหนียงใต้คาง หรือแก้มห้อยย้อย
สำหรับคนที่มีไขมันหรือเนื้อส่วนเกินสะสมบริเวณคางสองชั้น (เหนียง) รวมไปถึงแก้มล่างที่ดูห้อยย้อย คลื่นพลังงานความร้อนจาก HIFU จะช่วยหดกระชับเนื้อเยื่อใต้ชั้นผิว บริเวณใต้คางและแก้มให้สัดส่วนดูเล็กลงและเฟิร์มกระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ
- ผู้ที่มีริ้วรอย ร่องลึก เริ่มตื้นยากขึ้น
หากคุณเริ่มสังเกตเห็นริ้วรอยแห่งวัยในจุดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น:
- ริ้วรอยร่องแก้ม: ร่องน้ำหมากที่ทำให้ใบหน้าดูโทรมและมีอายุ
- ริ้วรอยรอบดวงตา: รอยตีนกา รอยย่นเล็ก ๆ ใต้ตา
- ริ้วรอยบนหน้าผาก: รอยย่นจากการแสดงอารมณ์
การทำ HIFU จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ เพื่อเข้าไปเติมเต็มร่องลึกเหล่านั้นให้ดูตื้นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติครับ
- ผู้ที่อยากปรับรูปหน้า แต่กลัวเข็มและไม่อยากผ่าตัด
ข้อนี้ถือว่าตอบโจทย์กลุ่มคนที่กลัวความเจ็บเป็นพิเศษครับ หากคุณต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวกระชับ แต่กลัวการโดนมีดหมอผ่าตัด กังวลเรื่องรอยแผลเป็น หรือไม่ชอบการฉีดสารใด ๆ เข้าใบหน้า HIFU คือทางออกที่ปลอดภัยและตรงจุดที่สุด
- ผู้ที่มีเวลาน้อย ไม่อยากเสียเวลาพักฟื้น
คนวัยทำงานที่ต้องใช้หน้าตาหรือพบปะผู้คนตลอดเวลา มักจะไม่มีเวลาหยุดพักฟื้นนาน ๆ การทำ HIFU ใช้เวลาทำเพียงไม่นาน ทำเสร็จแล้วสามารถแต่งหน้า ออกไปทำงาน หรือใช้ชีวิตได้ตามปกติทันทีครับ
ทำ HIFU เจ็บไหม? เจาะลึกความรู้สึกขณะทำที่คุณควรรู้
คำถามอันดับต้น ๆ ที่ทำให้หลายคนลังเลและไม่กล้าก้าวขาเข้าคลินิกก็คือ “ทำ HIFU เจ็บไหม?” เพราะขึ้นชื่อว่าการใช้ความร้อนยิงลงลึกถึงชั้นผิว SMAS ก็อาจจะฟังดูน่ากลัวใช่ไหมครับ?
เพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนและคลายความกังวล บทความนี้สรุปความรู้สึกจริง ๆ ระหว่างทำ HIFU พร้อมปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความเจ็บมาให้แล้วครับ
ความรู้สึกระหว่างทำ HIFU เป็นอย่างไร ?
ต้องอธิบายตามตรงครับว่าการทำ HIFU ไม่ใช่กระบวนการที่ “ไม่รู้สึกอะไรเลย” แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ในระดับที่ทนได้สบาย ๆ ครับ
โดยระหว่างที่เครื่องปล่อยคลื่นอัลตราซาวด์ลงสู่ใต้ชั้นผิว คุณจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึก 2 แบบหลัก ๆ คือ:
- ความรู้สึกอุ่นลึกใต้ผิว: เกิดจากพลังงานความร้อนที่ลงไปสะสมในชั้น SMAS เพื่อกระตุ้นคอลลาเจน
- ความรู้สึกจี๊ด ๆ ดึง ๆ: คล้ายถูกมดกัดเบา ๆ หรือเหมือนมีหนังยางเส้นเล็ก ๆ ดีดเบา ๆ ใต้ชั้นผิว โดยเฉพาะบริเวณที่อยู่ใกล้กับกระดูกครับ
3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แต่ละคนรู้สึกเจ็บไม่เท่ากัน
ระดับความรู้สึกเจ็บหรือตึงระหว่างการทำ HIFU ของแต่ละบุคคลนั้นอาจไม่เท่ากันครับ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก ๆ ดังนี้:
- 1. ระดับพลังงานที่ใช้: หากแพทย์ปรับระดับพลังงานสูงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์การยกกระชับที่ชัดเจนขึ้น ความรู้สึกอุ่นร้อนใต้ชั้นผิวก็อาจจะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยครับ
- 2. บริเวณที่ทำ: จุดที่มีเนื้อชั้นผิวหนา เช่น แก้ม มักจะไม่ค่อยรู้สึกเจ็บ แต่จุดที่มีเนื้อบางหรืออยู่ใกล้เส้นประสาทและกระดูก เช่น หน้าผาก สันแก้ม หรือกรอบหน้า จะรู้สึกจี๊ด ๆ ได้มากกว่าครับ
- 3. ความทนทานต่อความเจ็บของแต่ละคน: ระดับการรับรู้ความรู้สึก (Pain Threshold) ของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนอาจรู้สึกชิล ๆ ในขณะที่บางคนอาจรู้สึกไวต่อความร้อนมากกว่าครับ
หมดกังวลด้วยการเตรียมตัวก่อนทำ
แม้ว่าจะมีความรู้สึกอุ่นร้อนเกิดขึ้นบ้าง แต่คุณไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะก่อนเริ่มทำ HIFU ทางคลินิกจะมีขั้นตอนการ ทายาชา ทิ้งไว้ประมาณ 30–45 นาทีเสมอ
ดังนั้น ยาชาจะช่วยบล็อกความรู้สึกบนชั้นผิวไปได้มาก ทำให้ระหว่างทำ คุณจะรู้สึกเพียงแค่อุ่น ๆ จี๊ด ๆ เล็กน้อยเท่านั้น สามารถนอนทำได้อย่างผ่อนคลายและสบายใจแน่นอนครับ
ทำ HIFU กี่ช็อตถึงจะเห็นผล? เจาะลึกจำนวน Shot ที่เหมาะสมกับแต่ละบริเวณ
เมื่อตัดสินใจจะทำ HIFU หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่คุณหมอมักจะโดนถามบ่อยที่สุดก็คือ “ต้องทำกี่ช็อต (Shots) ถึงจะเห็นผลชัดเจน?”
ต้องอธิบายให้เข้าใจตรงกันก่อนครับว่า จำนวนช็อตในการทำ HIFU ของแต่ละคน “ไม่มีตัวเลขที่ตายตัว” ครับ เนื่องจากโครงสร้างใบหน้า ความหนาของชั้นไขมัน และระดับความหย่อนคล้อยของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน
แต่เพื่อให้คุณสามารถประเมินและวางแผนเบื้องต้นได้ บทความนี้สรุปเกณฑ์มาตรฐานเฉลี่ยของจำนวนช็อตที่นิยมใช้ในแต่ละบริเวณมาให้แล้วครับ:
ประเมินจำนวนช็อต HIFU ตามบริเวณบนใบหน้าและลำคอ
- ยิง HIFU ทั่วใบหน้า (แก้ม + กรอบหน้า): ใช้ประมาณ 200 – 600 ช็อต ช่วยเก็บแก้มห้อย ยกล็อคกรอบหน้าให้คมชัดขึ้น
- บริเวณลำคอ และ เหนียงใต้คาง: ใช้ประมาณ 100 – 200 ช็อต ช่วยเก็บเนื้อส่วนเกินใต้คาง คืนความกระชับให้ลำคอไม่ดูเหี่ยว
- รอบดวงตา หน้าผาก และหางตา: ใช้ประมาณ 50 – 100 ช็อต ช่วยยกหางตาที่ตก กระชับผิวรอบดวงตา และลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ
- ลำตัว เช่น ต้นแขน หรือ ต้นขา (เสริมพิเศษ): ใช้ประมาณ 800 – 1,600 ช็อต สำหรับเคสที่ต้องการกระชับสัดส่วนเฉพาะจุด
ข้อควรรู้เรื่องจำนวนช็อต: ยิงช็อตเยอะ ไม่ได้แปลว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไปครับ! สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ปริมาณช็อต แต่คือ “ความแม่นยำในการวางยิง” และ “เทคโนโลยีเครื่องที่ใช้” ดังนั้น ควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ประเมินสภาพผิวหน้างาน เพื่อคำนวณจำนวนช็อตที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุดครับ
หลังทำ HIFU กี่วันเห็นผล? และผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน
หลายคนใจร้อนอยากรู้ว่า ยิงเสร็จแล้วหน้าจะเรียวเล็กตึงเปรี๊ยะทันทีเลยไหม? คำตอบคือ HIFU จะค่อย ๆ แสดงผลลัพธ์อย่างเป็นขั้นตอน ครับ เพราะต้องรอให้ร่างกายเกิดกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ใต้ชั้นผิว SMAS ขึ้นมานั่นเอง
มาดูกันครับว่า ไทม์ไลน์หลังทำ HIFU ตั้งแต่วันแรกไปจนถึงช่วงที่เห็นผลเต็มที่ เป็นอย่างไรบ้าง:
Timeline การแสดงผลลัพธ์หลังทำ HIFU
- ทันทีหลังทำเสร็จ: ผิวหน้าจะเริ่มตึงและยกกระชับขึ้นทันทีประมาณ 10–20% คุณจะรู้สึกได้เลยว่าแก้มดูยกขึ้น กรอบหน้าดูชัดขึ้นเล็กน้อย
- ช่วง 1–2 สัปดาห์: ร่างกายเริ่มสร้างคอลลาเจนใหม่ สภาพผิวภายนอกจะเริ่มดูเรียบเนียน รูขุมขนดูกระชับ และแต่งหน้าง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- ช่วง 2–3 เดือน (Full Effect): เป็นช่วงที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด 100% คอลลาเจนและอีลาสตินถูกสร้างขึ้นมาเติมเต็มอย่างสมบูรณ์ ผิวตึงกระชับ เหนียงลดลง และได้รูปหน้า V-Shape ที่คมสวยสมใจครับ
ทำ HIFU 1 ครั้ง ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน ?
โดยทั่วไปแล้ว ผลลัพธ์จากการทำ HIFU จะสามารถอยู่ได้นานประมาณ 6 – 12 เดือน ต่อการทำ 1 ครั้งครับ
อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาความคงทนของผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะบุคคลด้วยครับ เช่น:
- อายุและสภาพผิวเดิม: คนที่อายุน้อยกว่าจะมีกระบวนการสร้างคอลลาเจนที่ไวกว่า จึงอาจคงผลลัพธ์ได้ดีกว่า
- ยี่ห้อและเทคโนโลยี HIFU: เครื่องเกรดการแพทย์มาตรฐานสูง จะส่งพลังงานลงลึกและสม่ำเสมอ ทำให้ผลลัพธ์อยู่นานกว่าเครื่องเกรดต่ำ
- การดูแลตัวเองหลังทำ: การหลีกเลี่ยงแดดจัด ทาครีมกันแดด และงดสูบบุหรี่ จะช่วยชะลอการสลายตัวของคอลลาเจนใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
ทำ HIFU กี่ช็อตถึงจะเห็นผล? เจาะลึกจำนวน Shot ที่เหมาะสมกับแต่ละบริเวณ
เมื่อตัดสินใจจะทำ HIFU หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่คุณหมอมักจะโดนถามบ่อยที่สุดก็คือ “ต้องทำกี่ช็อต (Shots) ถึงจะเห็นผลชัดเจน?”
ต้องอธิบายให้เข้าใจตรงกันก่อนครับว่า จำนวนช็อตในการทำ HIFU ของแต่ละคน “ไม่มีตัวเลขที่ตายตัว” ครับ เนื่องจากโครงสร้างใบหน้า ความหนาของชั้นไขมัน และระดับความหย่อนคล้อยของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน
แต่เพื่อให้คุณสามารถประเมินและวางแผนเบื้องต้นได้ บทความนี้สรุปเกณฑ์มาตรฐานเฉลี่ยของจำนวนช็อตที่นิยมใช้ในแต่ละบริเวณมาให้แล้วครับ:
ประเมินจำนวนช็อต HIFU ตามบริเวณบนใบหน้าและลำคอ
- ยิง HIFU ทั่วใบหน้า (แก้ม + กรอบหน้า): ใช้ประมาณ 200 – 600 ช็อต ช่วยเก็บแก้มห้อย ยกล็อคกรอบหน้าให้คมชัดขึ้น
- บริเวณลำคอ และ เหนียงใต้คาง: ใช้ประมาณ 100 – 200 ช็อต ช่วยเก็บเนื้อส่วนเกินใต้คาง คืนความกระชับให้ลำคอไม่ดูเหี่ยว
- รอบดวงตา หน้าผาก และหางตา: ใช้ประมาณ 50 – 100 ช็อต ช่วยยกหางตาที่ตก กระชับผิวรอบดวงตา และลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ
- ลำตัว เช่น ต้นแขน หรือ ต้นขา (เสริมพิเศษ): ใช้ประมาณ 800 – 1,600 ช็อต สำหรับเคสที่ต้องการกระชับสัดส่วนเฉพาะจุด
ข้อควรรู้เรื่องจำนวนช็อต: ยิงช็อตเยอะ ไม่ได้แปลว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไปครับ! สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ปริมาณช็อต แต่คือ “ความแม่นยำในการวางยิง” และ “เทคโนโลยีเครื่องที่ใช้” ดังนั้น ควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ประเมินสภาพผิวหน้างาน เพื่อคำนวณจำนวนช็อตที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุดครับ
หลังทำ HIFU กี่วันเห็นผล? และผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน
หลายคนใจร้อนอยากรู้ว่า ยิงเสร็จแล้วหน้าจะเรียวเล็กตึงเปรี๊ยะทันทีเลยไหม? คำตอบคือ HIFU จะค่อย ๆ แสดงผลลัพธ์อย่างเป็นขั้นตอน ครับ เพราะต้องรอให้ร่างกายเกิดกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ใต้ชั้นผิว SMAS ขึ้นมานั่นเอง
มาดูกันครับว่า ไทม์ไลน์หลังทำ HIFU ตั้งแต่วันแรกไปจนถึงช่วงที่เห็นผลเต็มที่ เป็นอย่างไรบ้าง:
Timeline การแสดงผลลัพธ์หลังทำ HIFU
- ทันทีหลังทำเสร็จ: ผิวหน้าจะเริ่มตึงและยกกระชับขึ้นทันทีประมาณ 10–20% คุณจะรู้สึกได้เลยว่าแก้มดูยกขึ้น กรอบหน้าดูชัดขึ้นเล็กน้อย
- ช่วง 1–2 สัปดาห์: ร่างกายเริ่มสร้างคอลลาเจนใหม่ สภาพผิวภายนอกจะเริ่มดูเรียบเนียน รูขุมขนดูกระชับ และแต่งหน้าง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- ช่วง 2–3 เดือน (Full Effect): เป็นช่วงที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด 100% คอลลาเจนและอีลาสตินถูกสร้างขึ้นมาเติมเต็มอย่างสมบูรณ์ ผิวตึงกระชับ เหนียงลดลง และได้รูปหน้า V-Shape ที่คมสวยสมใจครับ
ทำ HIFU 1 ครั้ง ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?
โดยทั่วไปแล้ว ผลลัพธ์จากการทำ HIFU จะสามารถอยู่ได้นานประมาณ 6 – 12 เดือน ต่อการทำ 1 ครั้งครับ
อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาความคงทนของผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะบุคคลด้วยครับ เช่น:
- อายุและสภาพผิวเดิม: คนที่อายุน้อยกว่าจะมีกระบวนการสร้างคอลลาเจนที่ไวกว่า จึงอาจคงผลลัพธ์ได้ดีกว่า
- ยี่ห้อและเทคโนโลยี HIFU: เครื่องเกรดการแพทย์มาตรฐานสูง จะส่งพลังงานลงลึกและสม่ำเสมอ ทำให้ผลลัพธ์อยู่นานกว่าเครื่องเกรดต่ำ
- การดูแลตัวเองหลังทำ: การหลีกเลี่ยงแดดจัด ทาครีมกันแดด และงดสูบบุหรี่ จะช่วยชะลอการสลายตัวของคอลลาเจนใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
