HIFU คืออะไร ? ยกกระชับ ปลอดภัย ไม่ต้องผ่าตัด

HIFU ย่อมาจาก High-Intensity Focused Ultrasound เป็นเทคโนโลยีความงามล้ำสมัยที่ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงในการยกกระชับผิวหน้าและร่างกาย โดยไม่ต้องผ่าตัดหรือฉีดเข็ม เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอย แก้มตกลง เหนียงย้อย ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียว V-Shape

หลักการทำงาน:

  • คลื่นอัลตราซาวด์จะส่งผ่านพลังงานความร้อนลงสู่ชั้นผิวหนัง SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System)
  • ความร้อนจะกระตุ้นให้คอลลาเจนเก่าหดตัว และสร้างคอลลาเจนใหม่
  • ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผิวหน้ายกกระชับ รูขุมขนกระชับ ริ้วรอยตื้นขึ้น กรอบหน้าชัดเจน

Hifu ดีไหม และ ช่วยเรื่องอะไรบ้าง  

HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound) เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีการใช้เสียงคลื่นอัลตราซาวน์ความถี่สูงเพื่อรักษาหรือปรับปรุงสภาพผิวหนังและโครงสร้างผิวหนังของร่างกายโดยไม่ต้องผ่าตัดหรือบาดเจ็บ. นี่คือบางประโยชน์ของการใช้ HIFU:

  • ยกกระชับผิวหนัง: HIFU สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวหนังได้ ซึ่งช่วยให้ผิวหนังกระชับขึ้น ลดริ้วรอย และย่อลูกตา ทำให้หน้ามีลักษณะเรียบเนียนมากขึ้น
  • ลดการหยุดยืนและผิวหย่อน: การใช้เทคโนโลยี HIFU ช่วยลดการหยุดยืนในแนวดิ่ง และช่วยยกกระชับผิวหนังในพื้นที่ที่มีการหยุดยืนและหย่อนคล้ายเช่น บริเวณแก้ม คาง และคอ
  • การลดไขมัน: HIFU ยังสามารถใช้ในการลดไขมันและรูปร่างของร่างกาย เช่น ลดเลือดสะสมหรือเลือดตกต่ำ
  • ลดขนาดของรูขุมขน: HIFU อาจช่วยลดขนาดของรูขุมขนที่โดนระแกร่งหรือมีปัญหาในการเกิดสิว
  • การยับยั้งความแก่: HIFU อาจช่วยป้องกันหรือลดการเกิดเนื้อเยื่อผิวหนังที่ผิดปกติ เช่น สิวอุดตัน หรือรอยเหี่ยวแห้งในผิวหนัง

การใช้ HIFU มีความปลอดภัยและมักจะไม่มีผลข้างเคียงหลักๆ แต่การควบคุมระดับพลังงานและการดูแลผิวหนังหลังจากการรักษาเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันการเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ คุณควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังก่อนที่จะตัดสินใจใช้ HIFU หรือวิธีการรักษาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับผิวหนังของคุณ

ข้อดีของการทำ Hifu 

การทำ HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound) มีข้อดีหลายประการที่คุณอาจต้องพิจารณา:

  • ไม่ต้องผ่าตัด: HIFU เป็นกระบวนการที่ไม่ต้องการการผ่าตัดหรือการบาดเจ็บเนื่องจากมันใช้คลื่นอัลตราซาวน์เพื่อกำจัดเซลล์ผิวหนังที่ไม่พึงประสงค์โดยตรงผ่านผิวหนัง ทำให้เป็นกระบวนการที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจงโดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการผ่าตัดหรืออุบัติเหตุจากการทำกระบวนการ
  • การฟื้นฟูรวดเร็ว: หลังจากการทำ HIFU, ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำกิจกรรมปกติได้ทันทีโดยไม่มีระยะเวลาหยุดพักหรือฟื้นตัวนานเท่าการผ่าตัด
  • ผลลัพธ์ทันทีและผลรักษายาวนาน: ผู้ที่ได้รับการรักษาด้วย HIFU อาจเห็นผลลัพธ์ทันทีหลังจากการทำ และผลลัพธ์ยังอาจยังคงดูดีต่อเนื่องหลังจากนั้นเนื่องจากกระบวนการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวหนัง
  • ไม่ต้องใช้สารเคมี: เนื่องจากไม่มีการใช้สารเคมีในกระบวนการ HIFU, มันเป็นเลือกที่ปลอดภัยและไม่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการแพ้ต่อสารเคมี
  • เหมาะสำหรับการใช้ผสมผสาน: HIFU สามารถใช้ร่วมกับกระบวนการอื่นๆ เช่น เลเซอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาหรือการปรับปรุงผิวหนัง
  • ปรับปรุงรูปร่างและลักษณะของผิวหนัง: การใช้ HIFU สามารถช่วยในการยกกระชับและปรับรูปร่างของใบหน้าและลดริ้วรอยที่เกิดจากการแก้มและคางที่หย่อนหรือมีเยื่อหุ้มลิ้นในผิวหนัง

การตัดสินใจในการทำ HIFU ควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของการใช้และความคาดหวังของผลลัพธ์กับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังก่อนดำเนินการทำการรักษา ซึ่งอาจจำเป็นต้องพิจารณาสภาพผิว ประสิทธิภาพของการรักษา และระยะเวลาที่จำเป็นในการฟื้นฟูหลังการทำ HIFU

 

HIFU เหมาะกับใคร ?

HIFU เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย เกิดริ้วรอย และต้องการยกกระชับใบหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด โดยเฉพาะผู้ที่มี:

  • ผิวหน้าหย่อนคล้อย: HIFU ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ช่วยให้ผิวหน้าเต่งตึง กระชับขึ้น
  • ริ้วรอย: HIFU ช่วยลดเลือนริ้วรอย ร่องลึก รอยตีนกา รอยใต้ตา
  • แก้มตกลง เหนียงย้อย: HIFU ช่วยยกกระชับแก้ม เหนียง คาง ทำให้ใบหน้าดูเรียว V-Shape
  • ต้องการปรับรูปหน้า: HIFU ช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้น กรอบหน้าชัดเจน

 

HIFU ช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าได้หลายอย่าง ดังนี้

  1. ยกกระชับผิวหน้า: HIFU ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ช่วยให้ผิวหน้าเต่งตึง กระชับขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย แก้มตกลง เหนียงย้อย
  2. ลดเลือนริ้วรอย: HIFU ช่วยลดเลือนริ้วรอย ร่องลึก รอยตีนกา รอยใต้ตา เหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยบนใบหน้า
  3. ปรับรูปหน้า: HIFU ช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้น กรอบหน้าชัดเจน เหมาะสำหรับผู้ที่มีใบหน้ากลม หน้าใหญ่ ต้องการใบหน้าเรียว V-Shape
  4. ลดไขมัน: HIFU สามารถช่วยลดไขมันบริเวณเหนียง แก้ม ใต้คาง ได้บ้าง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาไขมันสะสมบริเวณใบหน้า
  5. กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต: HIFU ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ช่วยให้ผิวหน้าดูสดใส เปล่งปลั่ง

การทำ HIFU เจ็บหรือไม่ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ดังนี้

  1. ระดับพลังงาน: พลังงานที่ใช้ในการทำ HIFU ยิ่งสูง ความเจ็บก็จะยิ่งมากขึ้น
  2. บริเวณที่ทำ: บริเวณที่มีเส้นประสาทเยอะ เช่น หน้าผาก รอบดวงตา มักจะเจ็บมากกว่าบริเวณอื่น
  3. ความทนทานต่อความเจ็บ: แต่ละคนมีความทนทานต่อความเจ็บต่างกัน บางคนอาจรู้สึกเจ็บมาก บางคนอาจรู้สึกเจ็บน้อย

โดยทั่วไป การทำ HIFU จะรู้สึกเจ็บแบบตึงๆ ร้อนๆ คล้ายกับถูกมดกัด แพทย์มักจะทายาชาเพื่อลดความเจ็บก่อนทำ

หลังทำ HIFU อาจมีรอยแดง บวม ช้ำเล็กน้อย ซึ่งจะหายไปเองภายใน 1 – 2 วัน

มีบางกรณีที่อาจพบผลข้างเคียง เช่น รู้สึกชา ผิวไหม้ แต่พบได้น้อยมาก

 

โดยสรุปแล้ว การทำ Hifu เจ็บหรือไม่นั้น จะขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้  

  • การทำ HIFU เจ็บหรือไม่ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
  • โดยทั่วไปจะรู้สึกเจ็บแบบตึงๆ ร้อนๆ คล้ายกับถูกมดกัด
  • แพทย์มักจะทายาชาเพื่อลดความเจ็บก่อนทำ
  • ผลข้างเคียงพบได้น้อย

ทำ hifu ราคาเท่าไหร่ ควรเลือกจากอะไรบ้าง  

ราคา HIFU ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ดังนี้:

  • คลินิก: คลินิกที่มีชื่อเสียง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มักจะมีราคาสูงกว่า
  • เทคโนโลยีที่ใช้: เทคโนโลยี HIFU มีหลายแบบ แต่ละแบบมีราคาแตกต่างกัน
  • บริเวณที่ทำ: การทำ HIFU ทั่วหน้า มักจะมีราคาแพงกว่าการทำเฉพาะจุด
  • จำนวนช็อต: จำนวนช็อตที่ใช้ยิ่งมาก ราคาจะยิ่งสูง

โดยทั่วไป ราคา HIFU เริ่มต้นประมาณ 5,000 บาท ไปจนถึง 50,000 บาท

ควรเลือก HIFU จาก:

  • คลินิก: ควรเลือกคลินิกที่มีชื่อเสียง ได้รับมาตรฐาน ปลอดภัย
  • แพทย์: ควรเลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์
  • เทคโนโลยี: ควรเลือกเทคโนโลยีที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ
  • ราคา: ควรเปรียบเทียบราคาจากหลายๆ คลินิก เลือกราคาที่เหมาะสม

หลังทำ Hifu ผลลัพธ์อยู่ได้นานไห

ผลลัพธ์หลังทำ HIFU อยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน แต่ระยะเวลาอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้:

  • อายุ: ผิวของคนวัย 30 ปี ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานกว่าคนวัย 50 ปี
  • สุขภาพผิว: ผิวที่แข็งแรง ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานกว่าผิวที่อ่อนแอ
  • การดูแลตัวเอง: การทาครีมกันแดด ทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนเพียงพอ จะช่วยให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น
  • เทคโนโลยี HIFU: เทคโนโลยี HIFU ที่มีความทันสมัย จะให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่า

วิธีดูแลตัวเองหลังทำ HIFU:

  • ทาครีมกันแดดเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงแสงแดด
  • ดื่มน้ำเยอะๆ
  • ทานอาหารที่มีประโยชน์
  • พักผ่อนให้เพียงพอ

นอกจากนี้ ยังมี วิธีอื่นๆ ที่ช่วยให้ผลลัพธ์ของ HIFU อยู่ได้นานขึ้น เช่น:

  • การทำเลเซอร์: การทำเลเซอร์ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวหน้ายกกระชับ
  • การฉีดโบท็อกซ์: การฉีดโบท็อกซ์ช่วยลดเลือนริ้วรอย
  • การเติมฟิลเลอร์: การเติมฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มร่องลึก รอยเหี่ยวย่น

หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การดูแลตัวเองหลังทำ HIFU หรือ วิธีอื่นๆ ที่ช่วยให้ผลลัพธ์ของ HIFU อยู่ได้นานขึ้น สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้

การดูแลตัวเองหลังทำ HIFU

เพื่อให้ผลลัพธ์หลังทำ HIFU มีประสิทธิภาพสูงสุด ควรดูแลตัวเองดังนี้:

  1. ประคบเย็น:
  • ประคบเย็นบริเวณที่ทำ HIFU 15-20 นาที 2-3 ครั้งต่อวัน
  • ช่วยลดอาการบวม แดง ช้ำ
  1. ทาครีมกันแดด:
  • ทาครีมกันแดดที่มี SPF สูง 30 ขึ้นไป เป็นประจำทุกวัน
  • ช่วยป้องกันผิวจากแสงแดด
  1. หลีกเลี่ยงแสงแดด:
  • หลีกเลี่ยงการออกแดดจัด เป็นเวลา 1-2 สัปดาห์
  • แสงแดดอาจทำลายคอลลาเจนที่เกิดขึ้นใหม่
  1. งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่:
  • งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ 1-2 สัปดาห์
  • แอลกอฮอล์และบุหรี่ ทำลายคอลลาเจน
  1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ:
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ 2 ลิตรต่อวัน
  • ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น
  1. ทานอาหารที่มีประโยชน์:
  • ทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผักผลไม้
  • ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี
  1. พักผ่อนให้เพียงพอ:
  • พักผ่อนให้เพียงพอ 8-10 ชั่วโมงต่อวัน
  • ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟู
  1. หลีกเลี่ยงการนวดหน้า:
  • หลีกเลี่ยงการนวดหน้า 2-3 สัปดาห์
  • การนวดหน้าอาจทำให้เกิดรอยแดง ช้ำ
  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสความร้อน:
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสความร้อน เช่น การอบไอน้ำ
  • ความร้อนอาจทำให้เกิดรอยแดง ช้ำ
  1. สังเกตุอาการ:
  • สังเกตุอาการ หากมีอาการผิดปกติ เช่น บวม แดง ช้ำ มากกว่าปกติ ควรปรึกษาแพทย์

การดูแลตัวเองหลังทำ HIFU  เป็นสิ่งสำคัญ  ช่วยให้ผลลัพธ์มีประสิทธิภาพสูงสุด  และผลลัพธ์อยู่ได้นาน

หลังทำ hifu ไปแล้ว กี่วันถึงจะเห็นผล 

หลังทำ HIFU ไปแล้ว จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ดังนี้

  • ทันที: ผิวจะรู้สึกตึงขึ้น กระชับขึ้นเล็กน้อย
  • 1-2 สัปดาห์: เริ่มเห็นผลลัพธ์ชัดเจน ผิวหน้าเรียบเนียน รูขุมขนกระชับ ริ้วรอยตื้นขึ้น
  • 2-3 เดือน: เห็นผลลัพธ์เต็มที่ ผิวหน้ายกกระชับ ริ้วรอยลดเลือน กรอบหน้าชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการเห็นผลอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น

  • อายุ: ผิวของคนวัย 30 ปี ผลลัพธ์จะเร็วกว่าคนวัย 50 ปี
  • สุขภาพผิว: ผิวที่แข็งแรง ผลลัพธ์จะเร็วกว่าผิวที่อ่อนแอ
  • เทคโนโลยี HIFU: เทคโนโลยี HIFU ที่มีความทันสมัย จะให้ผลลัพธ์ที่เร็วกว่า
  • จำนวนช็อต: จำนวนช็อตที่ใช้มาก ผลลัพธ์จะเร็วกว่า

hifu กี่ช็อตถึงจะเห็นผล 

จำนวนช็อต HIFU ที่ใช้เพื่อให้เห็นผล ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ดังนี้:

  1. ปัญหาผิว:
  • ริ้วรอย: 100-300 ช็อต
  • ความหย่อนคล้อย: 200-600 ช็อต
  • รูขุมขนกว้าง: 100-200 ช็อต
  • ไขมันสะสม: 300-500 ช็อต
  1. บริเวณที่ทำ:
  • ใบหน้า: 200-600 ช็อต
  • ลำคอ: 100-200 ช็อต
  • ใต้ตา: 50-100 ช็อต
  • ต้นแขน: 800-1600 ช็อต
  • ต้นขา: 800-1600 ช็อต
  1. เทคโนโลยี HIFU:
  • หัวแถบ: 200-600 ช็อต
  • หัวจุด: 50-100 ช็อต
  1. แพทย์ผู้ทำ:
  • แพทย์จะประเมินจำนวนช็อตที่เหมาะสม based on ปัญหาผิว บริเวณที่ทำ และเทคโนโลยี HIFU

โดยปกติแล้ว การทำ HIFU ทั่วใบหน้า จะใช้หัวแถบ ประมาณ 200-600 ช็อต

อย่างไรก็ตาม จำนวนช็อตที่ใช้ ไม่ใช่ตัวบ่งชี้ผลลัพธ์ที่แน่นอน สิ่งสำคัญคือ เทคโนโลยี HIFU ที่ใช้ ประสบการณ์ของแพทย์ และการดูแลตัวเองหลังทำ

ทำ hifu ไปแล้ว หน้าไหม้ เกิดจากสาเหตุอะไร 

HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound) เป็นกระบวนการที่ใช้เสียงความถี่สูงเพื่อส่งพลังงานไปยังจุดเป้าหมายในผิวหนังหรือเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง เพื่อเป้าหมายที่มีการยึดคร่อมตัวเองหรือการลดความหนาแน่น เช่น ลดริ้วรอย ยับยั้งการเกิดริ้วรอย หรือยกกระชับผิวหนัง การใช้ HIFU อาจส่งผลให้เกิดการไหม้ผิวหนังหรือความร้อนที่บริเวณที่มีการใช้พลังงาน HIFU ส่งผลให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อหรือการทำให้เนื้อเยื่อถูกยึดคร่อมได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดการไหม้ผิวหนังหรือความร้อนที่เป็นอาการปกติขึ้นได้ ดังนั้น การไหม้หน้าหรือผิวหนังหลังการทำ HIFU อาจมีหลายสาเหตุได้ เช่น ความร้อนจากการใช้พลังงาน HIFU ที่สูงเกินไป หรือการปรับแต่งการใช้เทคนิค HIFU ที่ไม่เหมาะสมกับสภาวะผิวหนังของบุคคล และอื่นๆ อีกมากมาย

สาเหตุที่หน้าไหม้หลังทำ HIFU มีดังนี้:

  1. พลังงานที่ใช้สูงเกินไป:
  • แพทย์ผู้ทำอาจปรับพลังงานไม่เหมาะสมกับสภาพผิว
  • พลังงานที่สูงเกินไป ทำให้เกิดความร้อนสะสม ส่งผลให้ผิวไหม้
  1. เครื่อง HIFU ที่ไม่ได้มาตรฐาน:
  • เครื่อง HIFU ที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจกระจายพลังงานไม่สม่ำเสมอ
  • เกิดจุดร้อนบนผิว ส่งผลให้ผิวไหม้
  1. ผิวไวต่อความร้อน:
  • บุคคลที่มีผิวบาง ผิวแพ้ง่าย ไวต่อความร้อน
  • มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดผิวไหม้หลังทำ HIFU
  1. การดูแลตัวเองหลังทำไม่ดี:
  • การไม่ทาครีมกันแดด การออกแดด
  • การสัมผัสความร้อน
  • ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผิวไหม้

วิธีแก้ไข:

  • ประคบเย็น
  • ทายาครีมลดรอยแดง
  • ทาครีมกันแดด
  • หลีกเลี่ยงแสงแดด
  • ปรึกษาแพทย์

การป้องกัน:

  • เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน
  • แพทย์ผู้ทำมีความเชี่ยวชาญ
  • แจ้งแพทย์เกี่ยวกับสภาพผิว
  • ดูแลตัวเองหลังทำอย่างเคร่งครัด

หากมีอาการหน้าไหม้หลังทำ HIFU ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที

ข้อควรระวัง:

  • ไม่ควรเลือกทำ HIFU ราคาถูก
  • ควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน
  • แพทย์ผู้ทำมีความเชี่ยวชาญ
  • ปรึกษาแพทย์ก่อนทำ
  • ดูแลตัวเองหลังทำอย่างเคร่งครัด