3 เทคนิคการวางซิลิโคนเสิรมหน้าอก | DSC CLINIC สาวๆคนไหนที่กำลังสนใจอยากเสริมหน้าอก แต่ยังกังวล ว่าจะทำแบบไหนดี ต้องอ่าน! การเสริมหน้าอก จะมีอยู่ 3 เทคนิคด้วยกัน 1. เทคนิคเหนือกล้ามเนื้อ เหมาะกับคนที่มีเนื้อหน้าอกอยู่แล้ว ข้อดี คือธรรมชาติ ทรงสวยตามเนื้อหน้าอก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว ข้อเสีย เห็นขอบซิลิโคนชัด เป็นบล็อก และเป็นริ้วที่ผิวหนังได้ง่าย 2. เทคนิคใต้กล้ามเนื้อ เหมาะกับคนที่ใส่ซิลิโคนขนาดไม่ใหญ่มาก ข้อดี มีกล้ามเนื้อมาบังซิลิโคนอีกหนึ่งชั้น การที่จะเห็นเป็นขอบหรือเป็นบล็อกก็จะน้อยลง ข้อเสีย ความธรรมชาติลดลง เนื่องจากหน้าอกไปอยู่ใต้กล้ามเนื้อ และอาจจะมีการเคลื่อนของตัวซิลิโคนได้ ถ้าเกิดมีการเกร็งกล้ามเนื้อหน้าอก 3. เทคนิคDual plane เป็นการปลดกล้ามเนื้อหน้าอกบางส่วนออก เพื่อจะให้ช่องขยายในการใส่ซิลิโคนใต้กล้ามเนื้อได้มากขึ้น และส่วนล่างของซิลิโคนก็จะคลุมด้วยเนื้อหน้าอก ซึ่งจะทำให้มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น เคสเนื้อหน้าอกน้อยหรือเนื้อหน้าอกเยอะสามารถทำได้ทุกเทคนิค แต่โดยปกติและส่วนใหญ่จะแนะนำเทคนิค Dual plane เพราะจะได้ความธรรมชาติที่สุด
Author Archives: DSCclinicgroup
ไขข้อสงสัย คำถามยอดฮิต เกี่ยวกับการเสริมหน้าอก รวบรวมมาแล้วไว้ที่นี่ BY DSC Clinic 1. ซิลิโคนแตกต่างกันอย่างไร เนื้อผิวซิลิโคน – ซิลิโคนผิวเรียบ ซิลิโคนผิวเรียบจะมีลักษณะของผิวซิลิโคนที่ใส มองเห็นด้านในของซิลิโคน มีพื้นผิวของซิลิโคนที่เรียบเท่ากันทั้งซิลิโคน ไม่มีความหยาบหรือขรุขระบนพื้นผิวซิลิโคน โดยจะนิยมใส่ใต้กล้ามเนื้อของคนไข้ เพราะจะมีโอกาสเกิดพังพืดได้น้อยกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่กังวลการเกิดมะเร็งเต้านม ที่จะมาเกาะรอบตัวซิลิโคน เพราะมักจะเกิด ในซิลิโคนผิวทรายได้มากกว่าซิลิโคนแบบผิวเรียบ แต่จะมีข้อเสียคือมีโอกาสเกิดพังพืดได้มากกว่าซิลิโคนแบบผิวทราย เนื่องจากมีแรงในการหดตัวของพังพืดที่ มากกว่า ทำให้ต้องมีการนวดและการดูแลที่มากกว่าซิลิโคนแบบผิวทราย – ซิลิโคนผิวทราย ซิลิโคนผิวทรายจะมีลักษณะของผิวซิลิโคนที่มีความหยาบของพื้นผิวซิลิโคน สัมผัสจะเหมือนมีเม็ดทรายละเอียดรอบตัวซิลิโคน มีความขรุขระเล็กน้อย ไม่สามารถ มองเห็นด้านในของตัวซิลิโคนได้ ข้อดีของผิวทรายที่หยาบเหมือนเม็ดทรายจะช่วยในการเกิดพังพืดได้น้อยกว่าซิลิโคนแบบผิวเรียบ เนื่องจากมีการยึดเกาะของ เนื้อเยื่อในร่างกายกับพื้นผิวของซิลิโคนได้มากกว่า แต่จะมีข้อเสียในเรื่องความกังวลของการเกิดมะเร็งเต้านม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่ได้เกิด จากตัวซิลิโคนเพียงอย่างเดียว ทรงของซิลิโคน – ทรงกลม เหมาะสำหรับผู้ที่มีเนื้อหน้าอกน้อย หน้าอกเล็ก หรือผู้ที่มีปัญหาย่อนคล้อยของหน้าอก – ทรงหยดน้ำ เหมาะสำหรับผู้ที่มีเนื้อหน้าอกอยู่แล้ว แต่จะไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาย่อนคล้อยของหน้าอก ซิลิโคนแต่ละยี่ห้อ Sebbin เป็นซิลิโคนจากฝรั่งเศส มีชื่อเสียงยาวนานมามากกว่า 20 ปี โดยซิลิโคนของ Sebbin มีความยืดหยุ่น […]
แผลเสริมหน้าอกแต่ละจุดแตกต่างกันอย่างไร | DSC CLINIC แผลการเสริมหน้าอก แผลการเสริมหน้าอก จะมี 3 ตำแหน่ง 1. ใต้ราวนม เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว การปรับฐานของหน้าอกทำได้ง่ายและแผลซ่อนอยู่ใต้ราวนม
ใครเหมาะกับการเสริมหน้าอก | DSC CLINIC การเสริมหน้าอกหรือการทำนม เป็นวิธีการผ่าตัดที่ทำได้โดยใส่ถุงซิลิโคนหรือถุงน้ำเกลือเข้าไปที่ใต้หน้าอก
รู้จักกับซิลิโคนเสริมหน้าอกกันหน่อย | DSC CLINIC รูปแบบการเสริมหน้าอก การผ่าตัดเสริมหน้าอกในปัจจุบันแบ่งเป็น 2 แบบ สามารถทำแบบใดแบบหนึ่งหรือทำร่วมกันทั้งสองอย่างในครั้งเดียวได้ ประกอบไปด้วย การเสริมหน้าอกด้วยเต้านมเทียม (Breast Implant Augmentation) การเสริมหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง (Fat Transfer Augmentation) เป็นวิธีที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะใช้เนื้อเยื่อตนเอง ไม่ใช้วัตถุแปลกปลอม มีความเป็นธรรมชาติสูง แต่มีข้อจำกัดหลายเรื่อง ได้แก่ จำเป็นต้องมีการผ่าตัดเพิ่มเติมคือ การดูดไขมัน ซึ่งต้องมีอุปกรณ์เฉพาะและการอยู่ตัวของไขมันที่ฉีดอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ซิลิโคนเสริมหน้าอก ซิลิโคนที่ใช้เสริมหน้าอกในปัจจุบันเกือบทั้งหมดจะใช้ซิลิโคนเจล (Silicone Gel) ซึ่งผิวภายนอกเป็นถุงซิลิโคนและภายในมีลักษณะเป็นเจล ผิวภายนอกซิลิโคน มี 2 ชนิด ได้แก่ ผิวภายนอกซิลิโคนชนิดหยาบหรือผิวทราย (Textured) ผิวภายนอกซิลิโคนแบบผิวเรียบ (Smooth) นอกจากนี้ยังมีรูปทรงหลายชนิดให้เลือก เช่น ทรงกลม (Round) ทรงหยดน้ำ (Teardrop) รวมทั้งขนาดและความนูนในระดับต่าง ๆ วิธีเลือกซิลิโคน การเลือกซิลิโคนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง โดยศัลยแพทย์จะใช้ข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์และแนะนำในการเลือกชนิดและขนาดซิลิโคนที่เหมาะสม ได้แก่ ขนาดความสูงและความกว้างของลำตัว ลักษณะของเนื้อหน้าอกเดิม เช่น ความหย่อนคล้อย ความหนาของผิวหนัง และไขมันบริเวณหน้าอก […]
เสริมหน้าอกต้องเตรียมตัวยังไงไปดู | DSC CLINIC เรื่องที่หลายๆคนเข้าใจผิด มาจนถึงปัจจุบันคือ การที่ไม่ใส่หน้าอกแล้วเสียทรง แต่จริงๆแล้วมีการโนบรา มีข้อดีหลายอย่าง และยังส่งผลดีต่อสุขภาพผู้หญิงอีกด้วย เรามาดูกันดีกว่าว่าการโนบรามีข้อดีเรื่องอะไรบ้าง – หน้าอกกระชับ ไม่หย่อนคล้อย หลายคนเข้าใจว่าการไม่ใส่บราจะทำให้หน้าอกหย่อนยานและดูไม่กระชับ แต่ความจริงแล้วนั่นเป็นความเข้าใจแบบผิดๆ เพราะจากการศึกษาของศาสตราจารย์ Jean-Denis Rouillon พบว่าการไม่สวมใส่ชุดชั้นในจะทำให้เนื้อเยื่อของเต้านมแข็งแรงมากขึ้นและดูกระชับ สวยมากกว่าเดิม แถมยังพบว่าการสวมใส่บราก็ไม่ได้ช่วยรักษารูปทรงหน้าอกอย่างที่หลายคนเข้าใจอีกด้วย – เพิ่มขนาดหน้าอก อยากมีหน้าอกใหญ่ อึ๋มมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องทำศัลยกรรม แค่ไม่สวมใส่ชุดชั้นในก็จะช่วยเพิ่มขนาดหน้าอกได้อย่างง่ายดาย แถมหัวนมก็มีความกระชับมากกว่าเดิมอีกด้วย – เสริมสร้างบุคลิกภาพได้ดี อาจฟังดูแปลกสำหรับหลายคน แต่ต้องบอกเลยการไม่ใส่บราสามารถเสริมสร้างบุคลิกภาพได้ดี เพราะไม่มีการรัดแน่นของเสื้อชั้นในที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดบ่าอยู่บ่อยๆ ผู้หญิงที่ไม่ใส่บราส่วนใหญ่จึงไม่มีอาการเดินหลังงอหรือเดินแบบปวดไหล่ที่เป็นตัวการทำให้เสียบุคลิกภาพนั่นเอง นอกจากนี้ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสาวๆ ได้อีกด้วย – การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น เพราะการใส่บรามักจะไปกดทับเส้นเลือดบริเวณหน้าอก จึงทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่ค่อยสะดวกมากนัก ส่งผลให้หน้าอกหย่อนยานและเหี่ยวย่นได้ง่าย ซึ่งตรงกันข้ามหากไม่ใส่ชุดชั้นใน จะทำให้เลือดสามารถไหลเวียนได้อย่างสะดวกมากขึ้นและช่วยบำรุงผิวพรรณบริเวณหน้าอกให้กระชับยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย ซึ่งก็เป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้หญิงไม่น้อยเลยทีเดียว – รู้สึกสบายและผ่อนคลาย การสวมใส่บรามักจะทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากลองไม่ใส่ดู คุณจะพบว่าเกิดความรู้สึกสบายและผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลยทีเดียว แถมหายใจได้คล่องมากกว่าเดิมอีกด้วย
ปัญหาตาสองชั้นข้างเดียว หรือ ตาไม่เท่ากันนั้น ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีคนไข้หลายๆ คนที่เข้ามาปรึกษาหมอเพราะเกิดความไม่มั่นใจ ในบางรายอาจจะมีปัญหานี้มาตั้งแต่เกิด เช่น คุณพ่อหรือคุณแม่เป็นคนมีตาชั้นเดียว ส่วนอีกท่านมีตาสองชั้น ทำให้เกิดมาแล้วได้รับถ่ายทอดพันธุ์กรรมของคุณพ่อทั้งฝั่งและคุณแม่อย่างละครึ่ง และมีอีกหลายๆ คนที่มามีอาการตอนโตแล้วที่จู่ๆ ตาทั้งสองอย่างก็ไม่เท่ากันซะแบบนั้น วันนี้หมอกันจะมาพูดถึงสาเหตุของอาการตาไม่เท่ากันและมีวิธีแก้ไขให้ฟังค่ะ สาเหตุของดวงตาไม่เท่ากันนั้น สามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุครับ เช่น การสิบทอดทางพันธุกรรม ปัจจัยด้านอายุที่เพิ่มมากขึ้นทำให้กล้ามเนื้อบริเวณตาหล่อยคล้อยลงมาปิดทับชั้นตา ปัจจัยด้านโครงสร้างของใบหน้า เช่น คิ้วและโหนกแก้มที่อาจจะไม่เท่ากัน ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เคยประสบอุบัติเหตุที่กระทบบริเวณรอบดวงตา ปัญหากรามเบี้ยว เนื่องจากกาเคี้ยวอาหารทั้ไม่เท่ากันหรือเคี้ยวอาหารข้างเดียว การนอนตะแคงบ่อยๆ ทำให้เพิ่มกล้ามเนื้อตาข้างใดข้างนึงหย่อนคล้อย มีโรคประจำตัว เช่น เป็นโรคภูมิแพ้ คันตาบ่อยๆ ทำให้ขยี้ตาเป็นประจำ ส่งผลให้ชั้นไขมันบริเวณชั้นตาสลาย พฤติกรรมนิสัยเฉพาะตัว เช่น ชอบขยี้ตาแรงๆ วิธีการแก้ปัญหาตาสองชั้นข้างเดียว และตาไม่เท่ากัน | DSC CLINIC การแก้ไขตาไม่เท่ากันนั้น โดยส่วนใหญ่การรักษาจะขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ค่ะ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาตาไม่เท่ากันเพราะภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงนั้น จะต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดกับแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น แต่สำหรับปัญหาอื่นๆ สามารถแก้ไขได้ด้วยการศัลยกรรมตา เพื่อเป็นการปรับรูปทรงและรูปร่างของตาให้มีขนาดที่เท่ากัน ซึ่งคนไข้จำเป็นจะต้องเลือกแพทย์ที่มีความชำนาญสูง เพราะหากแพทย์มีความเชี่ยวชาญไม่พออาจจะมีปัญหาอื่นเกิดขึ้นมาอีก เช่น เปลือกตาปิดไม่สนิท ชั้นตาไม่เท่ากัน ตาเปิดไม่เท่ากันได้ค่ะ
การดูแลหลังทำตาสองชั้น | DSC CLINIC หลังผ่าตัด 3 วันแรก ควรนอนยกศีรษะสูง ประคบด้วยความเย็น เริ่มล้างหน้าได้เมื่อครบ 3 วันไปแล้ว
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดตาสองชั้น เตรียมตัวก่อนทำตาสองชั้น | DSC CLINIC หากตัดสินใจทำตาสองชั้นแล้ว ควรแจ้งประวัติการแพ้ยา ยาและอาหารเสริมที่รับประทาน โรคประจำตัว และประวัติการผ่าตัด ให้แพทย์ทราบ และควรปฏิบัติดังนี้ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมง รวมถึงงดสูบบุหรี่ 1 เดือนก่อนทำการศัลยกรรมตาสองชั้น ไม่ควรกินหรือดื่มอาหารเสริม เช่น ยาบำรุง วิตามิน น้ำมันปลา โสม เป็นเวลา 1 – 2 เดือน ไม่ควรแต่งหน้ามาในวันที่ไปทำศัลยกรรม แต่ควรสระผมให้เรียบร้อยเพราะหลังจากผ่าตัดทำตาสองชั้นเสร็จแล้ว ควรหลีกเลี่ยงแผลไม่ให้โดนน้ำมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เตรียมแว่นกันแดดไปใส่หลังผ่าตัดศัลยกรรมตาสองชั้นเสร็จ
สาระน่ารู้ก่อนทำปากกระจับ | DSC CLINIC ทำปากกระจับ (Bikini Lip Reduction) เป็นการทำศัลยกรรมความงามด้วยการผ่าตัด










